วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

การระดมสมองช่วงเช้า (3/มีนาคม/2560)

การระดมสมองช่วงเช้า (3/มีนาคม/2560)
การวิจัยเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ ประกอบด้วย
(ก) สาระความรู้ 1. หลักการแนวคิด,แนวปฏิบัติในการวิจัย
                    2. การใช้และผลิตงาน วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
(ข) สมรรถนะ    1. สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน
                    2. สามารถทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนแล้วนำไปพัฒนาผู้เรียน
                             - พัฒนาคุณภาพ (ผู้บริหารเรียน)
                             - กระบวนการเรียนรู้ (นักเรียน)
                             - การพัฒนาการเรียนรู้ (ครู)
แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ และการจัดการชั้นเรียน
          1.ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ (Constructivism)
          2. Constructivist learning Method: CLM
          3. แนวคิดมิติใหม่ทางการศึกษาของมาร์ซาโน (Meta cognitive system and Marzano’ New Taxonomy)
          4. แนวคิดการจัดการเรียนรู้ Bigg s3’p Model
          5 .แนวคิดการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (Universal Design for Learning : UDL)
          6. SU Learning Model
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
          1. Meyers and other (2002) Meyers and Mcnulty(2009)
          2. Bigg’s 3 P Model (2003)
          3. Zvia and Yehudit (2008)
          4. สุเทพ อ่วมเจริญ ประเสริฐมงคล และวัชรา เล่าเรียนดี (2559)
          5. ชูสิทธิ์ ทินบุตร (2556)
          6. พงศ์ธนัช แซ่จู (2554)
รูปแบบ DRU เพื่อพัฒนา Meta Cognition สาหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู
ทฤษฎี/แนวคิด
ขั้นตอน/กิจกรรม การเรียนรู้
Constructivist
Clarifying exist knowledge
Identifying receiving and understanding new information
Confirming and using new knowledge
Biggs’s 3P
Presage
Process
Product
Research Learning
วิเคราะห์จุดหมายในการเรียนรู้
วางแผนการเรียนรู้
การพัฒนาทักษะการเรียนรู้
การสรุป/การวิพากษ์ความรู้
ประเมินการเรียนรู้
SU Learning Model
การวางแผนการเรียนรู้
การออกแบบการเรียนรู้
ปฏิบัติการการเรียนรู้
(การเรียนรู้+การจัดการชั้นเรียน)
การประเมินการเรียนรู้
ทฤษฎี/แนวคิด
ขั้นตอน/กิจกรรม การเรียนรู้
DRU Model
D: การวินิจฉัยและออกแบบการเรียนรู้ (Diagnosis of needs)
R: การใช้วิจัยเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ ซึ่งในที่นี้สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ (Research in effective learning environment )
U: ขั้นการประเมิน ตรวจสอบทบทวนตนเองและการยืนยันความถูกต้อง และนาความรู้ใหม่ที่ได้รับจากขั้น R(Universal Design for learning )

การประกันคุณภาพการสอน



ด้านที่ 1 การวางแผนและเตรียมการสอน
          ความรู้เนื้อหา จัดทำแผน
          1. การแสดงให้เห็นว่ามีความรู้ในเนื้อหาและวิธีการสอน
          2. การแสดงให้เห็นว่ารู้จักนักเรียน
          3. การเลือกเป้าหมายการสอน
          4. การแสดงให้เห็นว่ารู้จักแหล่งความรู้
          5. การวางแผนการสอนให้สอดคล้องกัน
          6. การประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน
ด้านที่ 2 สภาพแวดล้อมและบรรยากาศของชั้นเรียน
          ทักษะของครูในการจัดสภาพห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทั้งด้านกายภาพและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
          1. การสร้างบรรยากาศแห่งการยอมรับกันและการสร้างไมตรีจิต
          2. การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้
          3. การจัดการชั้นเรียน
          4. การจัดการด้านพฤติกรรมของนักเรียน
          5. การจัดห้องเรียน
ด้านที่ 3 การสอน
          ทักษะของครูที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เนื้อหา รวมทั้งยุทธวิธีการสอนต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้
          1. การสื่อสารอย่างถูกต้องและชัดเจน
          2. การใช้เทคนิคการถามและการอภิปราย
          3. การจูงใจนักเรียนสู่การเรียนรู้
          4. การตอบสนองความต้องการของนักเรียน
         5. การแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านที่ 4 ความรับผิดชอบด้านวิชาชีพ
          หน้าที่รับผิดชอบวิชาชีพครูด้านอื่น ๆ ได้แก่ การประเมินตนเองและความสุขุมรอบคอบ ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ การเข้าร่วมในการพัฒนาวิชาชีพ และการอุทิศตน
          1. การคิดย้อนทบทวน
          2. การเก็บรักษาระเบียนข้อมูลให้ถูกต้อง
          3. การสื่อสารกับครอบครัวนักเรียน
          4. การอทิศตนให้แก่โรงเรียน
          5. การสร้างความก้าวหน้าและพัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ
          6. การแสดงความเป็นผู้มีวิชาชีพ
การวิเคราะห์ปัญหาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
การเรียนการสอน
          1. การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน
          2. แผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
          3. สื่อการสอนที่สอดคล้องกิจกรรม
          4. การประเมินตามสภาพจริง
          5. สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม
          6. ส่งเสริมผู้เรียนใช้แหล่งการเรียนรู้
การเรียนรู้/ความก้าวหน้า/ผลการเรียน
                1. การจัดทำหลักสูตรระดับสถานศึกษา
          2. การนำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติจริง
          3. แฟ้มสะสมงานของผู้เรียน
          4. การจัดทำแผนการประเมิน
          5. เครื่องมือวัด/ประเมินที่มีคุณภาพ
          6. จัดทำหลักฐานและนำผลการประเมินไปใช้
ยุทธศาสตร์การสอน
          1. จัดกิจกรรมกระตุ้นให้มีความพร้อมเรียน
          2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการสอน
          3. ผู้เรียนได้สรุปความรู้ด้วยตนเอง
          4. ผู้เรียนได้ฝึกคิด แก้ปัญหา และปฏิบัติจริง
          5. ปลุกฝังการทำงานเป็นกลุ่ม สร้างนิสัยที่ดี
          6. ผู้เรียนมีความเข้าใจและมั่นใจในการเรียน


นางสาววีณา มั่นน้อย รหัสนักศึกษา 5641060148
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป กลุ่ม 12 รุ่น 56 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี


วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

ข้อสอบความรู้พื้นฐานด้านการวิจัย

ข้อสอบความรู้พื้นฐานด้านการวิจัย

 

ข้อสอบความรู้พื้นฐานด้านการวิจัย
1. การตั้งสมมุติฐานการวิจัยมีความจำเป็นอย่างไร
ก. การคาดคะเนคำตอบ 
ข. บอกแนวทางการแก้ปัญหา 
ค. บอกให้ทราบถึงรูปแบบการวิจัย 
ง. เป็นการกำหนดค่าสถิติของงานวิจัย
คำตอบ ค. บอกให้ทราบถึงรูปแบบการวิจัย

2. จุดมุ่งหมายของการวิจัย มีความจำเป็นอย่างไร
ก. เป็นการกำหนดหัวข้อของงานวิจัย
ข. บอกให้ทราบว่าผู้วิจัยต้องการศึกษาค้นคว้าอะไร
ค. บอกแนวทางการแก้ไขและพัฒนางานวิจัย
ง. บอกให้ทราบถึงรูปแบบการวิจัย
คำตอบ ข. บอกให้ทราบว่าผู้วิจัยต้องการศึกษาค้นคว้าอะไร

3. การวิจัยในชั้นเรียนจัดเป็นการวิจัยรูปแบบใด
ก. การวิจัยเชิงปริมาณ
ข. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ค. การวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎี
ง. การวิจัยเพื่อพัฒนาเครื่องมือ
คำตอบ ข. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ

4. การคาดคะเนคำตอบของการวิจัยอย่างมีเหตุผล ตรงกับข้อใด
ก. ความมุ่งหมายการวิจัย
ข. สมมุติฐานการวิจัย
ค. การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย
ง. การอภิปรายผลการวิจัย
คำตอบ ข. สมมุติฐานการวิจัย

5. ประเภทของการวิจัยแบ่งตามจุดมุ่งหมายแบ่งออกเป็นกี่ประเภท
ก. 2 ประเภท
ข. 3 ประเภท
ค. 4 ประเภท
ง. 5 ประเภท
คำตอบ ข. 3 ประเภท

6. คาว่า Diagnostic research เป็นการวิจัยชนิดใด
ก. การวิจัยเชิงวินิจฉัย
ข. การวิจัยเชิงพยากรณ์
ค. การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย
ง. การวิจัยประยุกต์
คำตอบ ข. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ

7. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีกี่ขั้น
ก. 5 ขั้น
ข. 8 ขั้น
ค. 13 ขั้น
ง. 15 ขั้น
คำตอบ ก. 5 ขั้น

8. ข้อใดคือความหมายของการวิจัยที่ถูกต้องที่สุด
ก. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นหาความจริงที่ถูกต้องแม่นยำ
ข. กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงที่มีระบบและวิธีการที่น่าเชื่อถือ
ค. กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงที่มีระบบ
ง. วิธีการค้นหาความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องแม่นยำ
คำตอบ ข. กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงที่มีระบบและวิธีการที่น่าเชื่อถือ

9. ข้อใดเรียงลำดับวิธีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง
ก. กำหนดปัญหา รวบรวมข้อมูล ตั้งสมมติฐาน วิเคราะห์ ข้อมูล สรุปผล
ข. กำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน วิเคราะห์ข้อมูล รวบรวมข้อมูล สรุปผล
ค. กำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล
ง. กำหนดปัญหา รวบรวมข้อมูล วิตั้งสมมุติฐาน สรุปผล วิเคราะห์ข้อมูล
คำตอบ ข. กำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน วิเคราะห์ข้อมูล รวบรวมข้อมูล สรุปผล

10. การอภิปรายผลการวิจัยควรจัดไว้ในส่วนใด
ก. บทที่ 1
ข. บทที่ 3
ค. บทที่ 4
ง. บทที่ 5
คำตอบ ค. บทที่ 4

11. ประเภทของการวิจัยแบ่งตามประโยชน์ของการวิจัยมีกี่ประเภท
ก. 5 ประเภท
ข. 4 ประเภท
ค. 3 ประเภท
ง. 2 ประเภท
คำตอบ ง. 2 ประเภท

12. ข้อใดเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลในการทำวิจัยในชั้นเรียน
ก. การบันทึกเหตุการณ์
ข. การสังเกต/การสัมภาษณ์
ค. การใช้แบบสอบถาม/การสารวจ
ง. ถูกทุกข้อ
คำตอบ ง. ถูกทุกข้อ

13. วิธีดำเนินงานวิจัยในชั้นเรียน ควรเริ่มจากข้อใดเป็นอันดับแรก
ก. ระบุปัญหาที่เกิดในชั้นเรียนที่ได้จากการสังเกตและการเก็บข้อมูลด้วยวิธีต่างๆ
ข. เลือกปัญหาที่ต้องการศึกษาและแก้ไข
ค. ตั้งสมมติฐานถึงสาเหตุของปัญหา
ง. ค้นหาสาเหตุของปัญหาตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
คำตอบ ก. ระบุปัญหาที่เกิดในชั้นเรียนที่ได้จากการสังเกตและการเก็บข้อมูลด้วยวิธีต่างๆ

14. “ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่าเนื่องจากนักเรียนไม่เข้าใจบทเรียนควรออกแบบการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาในลักษณะใด
ก. เชิงทดลองพัฒนาสื่อนวัตกรรม
ข. เชิงสารวจหาสาเหตุปัญหา
ค. เชิงปริมาณอ้างอิงทฤษฎีการเรียนรู้
ง. เชิงปฏิบัติการอบรมพัฒนาการเรียนรู้
คำตอบ ก. เชิงทดลองพัฒนาสื่อนวัตกรรม

15. ด.ช.ดำไม่ชอบทางานรวมกลุ่มกับเพื่อนควรใช้วิธีการใดในการรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา
ก. การทดสอบ
ข. การสังเกต
ค. การสัมภาษณ์
ง. การใช้แบบสอบถาม
คำตอบ ค. การสัมภาษณ์


นางสาววีณา มั่นน้อย รหัสนักศึกษา 5641060148
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป กลุ่ม 12 รุ่น 56 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี


สถิติเพื่อการวิจัย (กลุ่ม D)

สถิติเพื่อการวิจัย (กลุ่ม D)


สถิติเพื่อการวิจัย
ความหมายของการวิจัย
       กระบวนการหาความรู้ความจริงใหม่ ที่มีระบบแบบแผนตามหลักวิชา อาศัยหลักเหตุผลที่รอบคอบ รัดกุม ละเอียดและเชื่อถือได้ และความรู้ความจริงนั้นจะนำไปเป็นหลักการ ทฤษฎี หรือ ข้อปฏิบัติที่ทำให้มนุษย์ได้รับรู้และนำไปใช้เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตด้วยความสงบสุขหรือป้องกันและหลีกเลี่ยงภัยอันตรายต่าง  ได้
สถิติในการวิจัย
          คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลในเชิงปริมาณอย่างเป็นระบบ ซึ่งในการวิจัยจะใช้สถิติหาคุณภาพของเครื่องมือ และใช้ในการกำหนดขนาดของตัวอย่างให้เหมาะสมกับประชากร และสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล แต่ก่อนทำการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น ผู้วิจัยจะต้องคำนึงถึง ข้อจำกัดของสถิติแต่ละตัว และความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัย
          ประเภทของข้อมูลมีความสำคัญมาก สำหรับการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ทางสถิติ เพราะสถิติแต่ละตัวมีข้อจำกัดในการนำไปวิเคราะห์ ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของข้อมูล ฉะนั้นผู้วิจัยจะต้องมีความรู้ว่าข้อมูลแต่ละตัวอยู่ในประเภทใด ซึ่งข้อมูลทางการวิจัยมีอยู่หลายประเภท ดังต่อไปนี้
1. นามบัญญัติ (Nominal Scale)
          ข้อมูลประเภทนี้เป็นข้อมูลที่แบ่งเป็นกลุ่มเป็นประเภท ที่แยกออกจากกัน เช่น เพศ แบ่งเป็น ชายหญิง อาชีพ แบ่งเป็น ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ค้าขาย เป็นต้นข้อมูลเหล่านี้จะใช้ สถิติง่าย ๆ ในการคำนวณ คือ ความถี่ สัดส่วน ร้อยละ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงตัวแทนของชื่อกลุ่มเท่านั้น
           จะนำไป บวก ลบ คูณ หาร กันไม่ได้ในทางสถิติ เพราะไม่มีความหมาย
2.  เรียงอันดับ (Ordinal Scale)
          ข้อมูลประเภทนี้ เป็นข้อมูลที่ใช้จัดอันดับของสิ่งต่าง ๆ โดยเรียงอันดับของข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้จากสูงสุดไปหาต่ำสุด เช่น ลำดับที่ของการสอบลำดับของการประกวดสิ่งต่าง ๆ หรือความนิยมเป็นต้น ซึ่งจะนำไป บวก ลบ คูณ หาร กันไม่ได้เช่นกัน
          สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ความถี่ สัดส่วน ร้อยละ
3.  อันตรภาค (Interval Scale)
          ข้อมูลประเภทนี้ เป็นข้อมูลที่บอกถึงความแตกต่างระหว่างค่าที่วัดได้แต่ละช่วง ที่มีความห่างเท่ากัน ทุกช่วง เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลข สามารถ บวก ลบ กันได้ แต่ไม่มีศูนย์แท้ เช่น อุณหภูมิ ระดับทัศนคติ , ระดับความคิดเห็น โดยแปลความหมายจากแบบสอบถามที่เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า หรือ คะแนนสอบ 0  100 ซึ่งช่วงของตัวเลขจะแบ่งเท่า ๆ กัน และมีค่าเป็นศูนย์ไม่แท้เพราะ ตัวเลข 0 ไม่ได้ มีความหมายว่า ไม่มี แต่ตามความเป็นจริงแล้วยังมีค่าอยู่
          สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ความถี่ สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติชั้นสูงทุกตัว
4.  อัตราส่วน (Ratio Scale)
          ข้อมูลประเภทนี้ เป็นข้อมูลที่ใช้วัดในระดับสูง สามารถบวก ลบ คูณ หาร ได้ และมีศูนย์แท้เช่น น้ำหนัก, ความเร็ว ความกว้าง ความหนา พื้นที่ จำนวนเงิน, อายุ ระยะทาง ซึ่งถ้ามีค่าเป็น 0 หมายถึง ไม่มี
          ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปวิเคราะห์กับสถิติได้ทุกตัว

หลักการเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล
          การพิจารณาว่าจะใช้สถิติใดในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะต้องพิจารณา องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับหลักการทางสถิติ 3 ประการดังนี้
          1. ลักษณะของตัวอย่างที่นำมาศึกษา ตัวอย่างที่นำมาศึกษานั้นได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างหรือไม่ หากมีการสุ่มตัวอย่างจึงจะใช้สถิติแบบพาราเมตริก (Parametric statistic) แต่ถ้าไม่มีการสุ่มตัวอย่างจะต้องใช้สถิติแบบนอน พาราเมตริก (Nonparametric statistic )
          2. ประเภทของข้อมูล ลักษณะของข้อมูลที่วัดได้มี 4 ประเภท สถิติบางอย่างสามารถใช้ได้กับข้อมูลทุกระดับ แต่บางอย่างใช้ได้กับข้อมูลบางระดับก่อนตัดสินใจว่าจะใช้สถิติใดในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยควรพิจารณาว่า ข้อมูลที่รวบรวมมาได้นั้นเป็นข้อมูลระดับใดเสียก่อน เพื่อจะได้เลือกใช้สถิติได้ถูกต้อง
          3. จุดมุ่งหมายของการวิจัย ผู้วิจัยจะต้องพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ของการวิจัยนั้นมีกี่ตัวแปร มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายลักษณะ    ข้อเท็จจริงของตัวแปร หรือต้องการเปรียบเทียบ หรือ ต้องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ต้องมีการทดสอบสมมุติฐานอะไรบ้าง จึงจะสามารถเลือกใช้สถิติได้ถูกต้อง

สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย
สถิติพื้นฐาน ได้แก่ สถิติวิเคราะห์เพื่อแสดงความหมายทั่วไปของข้อมูล และใช้เป็น พื้นฐานในการคำนวณสถิติขั้นสูงต่อไป ซึ่งสถิติพื้นฐานได้แก่
1.1 การแจกแจงความถี่ (frequency)
1.2 การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ได้แก่
                   - ค่าเฉลี่ย (Mean)
                   - มัธยฐาน (Median)
                   - ฐานนิยม (Mode)
1.3  การวัดการกระจาย ได้แก่
                   - พิสัย (Range)
                   - ความเบี่ยงเบน มาตรฐาน  (Standard Deviation)
                   - ความแปรปรวน (Variance)
          สถิติสำหรับการทดสอบสมมติฐาน เป็นสถิติที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐานว่าเป็นจริงตามที่กำหนดไว้หรือไม่ ได้แก่
 1.1 การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ได้แก่ t-test F-test และ ไคสแควร์ (chi-square)
 1.2 การหาความสัมพันธ์ ระหว่างข้อมูลตั้งแต่ 2 ชุดขึ้นไป ได้แก่ การหาสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ (
correlation)
            1.3 การพยากรณ์ (regression)

การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์
 โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ในการวิจัยมีหลายโปรแกรมที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันได้แก่ โปรแกรมSPSS for Win (Statistical Package for Social Sciences for windows)
การเตรียมข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ทางสถิติ มีดังต่อไปนี้
           1. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล
           2. กำหนดหมายเลขลงบนเครื่องมือที่เก็บรวบรวมข้อมูล   (Running Number)
           3. สร้างคู่มือลงรหัสของตัวแปรในเครื่องมือ (code book )
           4. พิจารณาว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลประเภทใด เพื่อจะได้เลือกใช้สถิติสำหรับการวิจัยได้อย่างเหมาะสม
           5. การเตรียมคำสั่ง คำสั่งที่จะต้องใช้ในการปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ โดย
                    5.1 คำสั่งรายการข้อมูล (data list ) เป็นการเขียนคำสั่งตามคู่มือลงรหัสที่กำหนด เพื่อให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้วิจัยกับคอมพิวเตอร์
                    5.2 กำหนดสถิติที่ต้องการใช้ ผู้วิจัยจะต้องกำหนดได้ว่าข้อมูลที่บันทึกลงในคอมพิวเตอร์นั้นต้องการให้วิเคราะห์โดยใช้สถิติใด
            6. ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลตามคำสั่งที่กำหนดไว้

กระดาษฟลิปชาร์ท สถิติเพื่อการวิจัย










  



  
นางสาววีณา มั่นน้อย รหัสนักศึกษา 5641060148
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป กลุ่ม 12 รุ่น 56 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี